4 จำนวนผู้เข้าชม |
“ขี้หลงขี้ลืม” ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ในวัยทำงานที่ต้องเผชิญกับความเครียดและการพักผ่อนน้อย สมองก็อาจอ่อนล้าจนเริ่มด้วยการลืมเรื่องราวต่างๆได้เช่นกัน
วันนี้ทำความรู้จักกับข้อมูลรายงานวิจัยระดับสากลที่ยืนยันว่า “ขมิ้นชัน” คืออีกทางเลือกในการฟื้นฟูของสมอง
จากการศึกษาทางคลินิกในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดี (อายุ 50-80 ปี) เป็นเวลา 12 สัปดาห์ ในรูปแบบ Double-Blind, Placebo-Controlled พบข้อมูลที่น่าสนใจว่าการรับประทาน สารสกัด Curcumin รูปแบบที่มีไขมันเป็นตัวนำ (Lipidated Curcumin) ให้ผลลัพธ์ที่ดีต่อสมองในหลายด้าน
เสริมสร้างความจำระหว่างทำงาน (Working Memory) งานวิจัยพบว่ากลุ่มที่ได้รับสารสกัดขมิ้นชันมีความสามารถในการจำและจัดการข้อมูลในขณะที่กำลังทำกิจกรรมต่างๆ ได้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ลดความเหนื่อยล้าทางสมอง (Reduced Mental Fatigue) ผู้ทดลองรู้สึกว่าสมองล้าน้อยลง แม้จะต้องใช้ความคิดต่อเนื่องเป็นเวลานาน
อารมณ์ดีขึ้นและผ่อนคลาย (Improved Mood) สารสกัดขมิ้นชันช่วยให้ผู้เข้าร่วมทดสอบมีสภาวะทางอารมณ์ที่นิ่งและสงบขึ้น ลดความเครียดสะสมที่ส่งผลเสียต่อเซลล์สมอง
หัวใจสำคัญคือ "การดูดซึม" (Bioavailability)
ในงานวิจัยเน้นคำว่า “Lipidated Curcumin” นั่นเป็นเพราะ Curcumin ในขมิ้นชันปกติจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ยากมากและมักถูกขับออกจากร่างกายอย่างรวดเร็ว
งานวิจัยนี้จึงพิสูจน์ให้เห็นว่า หากเราเลือกทานขมิ้นชันในรูปแบบที่ถูกพัฒนามาให้ดูดซึมได้ดี สารสำคัญเหล่านั้นจะสามารถผ่านแนวกั้นเลือดเข้าสู่สมอง (Blood-Brain Barrier) เพื่อเข้าไปบำรุงและปกป้องเซลล์สมอง
อย่างไรก็ตาม การดูแลสมองไม่ควรเป็นเรื่องที่รอให้เกิดปัญหาการป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเสมอก่อนเริ่มทานสารสกัดขมิ้นชัน ควรระวังในผู้ที่มีปัญหานิ่วในถุงน้ำดี หรือผู้ที่ใช้ยาละลายลิ่มเลือด
หากคุณมีอาการลืมง่าย หรือต้องการเสริมความจำให้สมองพร้อมรับมือกับงานหนัก
ปรึกษาสอบถามได้ที่ แบรนด์ไทรทอง ภายใต้การดูแลของบริษัท มาซา แลบ จำกัด
โทร 02-971-6299 หรือที่ website : www.saithongherb.com
พร้อมให้คำแนะนำวิธีรับประทานที่ถูกต้อง
แหล่งอ้างอิง : Katherine H.(2020). Further Evidence of Benefits to Mood and Working Memory from Lipidated Curcumin in Healthy Older People: A 12-Week, Double-Blind, Placebo-Controlled, Partial Replication Study. Nutrients. ฉบับที่ 12(6), 1678. DOI 10.3390/nu12061678.