5 จำนวนผู้เข้าชม |
อาการไอที่เป็นต่อเนื่อง หรือไอเรื้อรัง แม้จะได้รับยาแล้ว แต่อาการยังไม่ดีขึ้น อาจไม่ได้เกิดจากตัวโรคเพียงอย่างเดียว แต่ยังมี “ปัจจัยกระตุ้น” รอบตัวที่ส่งผลให้ลำคอระคายเคือง และทำให้อาการฟื้นตัวได้ช้าลง ซึ่งหนึ่งในปัจจัยที่พบได้บ่อย คือ “อาหาร” ที่รับประทานในชีวิตประจำวัน
อาหารบางชนิดสามารถกระตุ้นการระคายคอ เพิ่มเสมหะ หรือทำให้เกิดกรดไหลย้อน ซึ่งล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้อาการไอเป็นมากขึ้น หรือหายช้ากว่าปกติ โดยเฉพาะในผู้ที่มีอาการไอจากภูมิแพ้ หลอดลมอักเสบ หรือมีภาวะระคายเคืองทางเดินหายใจอยู่เดิม
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงในช่วงที่มีอาการไอ ได้แก่
• ของทอด และอาหารไขมันสูง
อาจกระตุ้นการระคายคอและทำให้เกิดกรดไหลย้อน ส่งผลให้อาการไอรุนแรงขึ้น
• ผลิตภัณฑ์จากนม
ในบางรายอาจทำให้รู้สึกมีเสมหะเหนียวข้นมากขึ้น และระคายคอได้ง่าย
• น้ำเย็น และน้ำแข็ง
อุณหภูมิที่เย็นจัดอาจกระตุ้นให้ลำคอไวต่อการระคายเคืองมากขึ้น โดยเฉพาะในผู้ที่มีภูมิแพ้หรือหลอดลมไว
• ของหวาน และอาหารที่มีน้ำตาลสูง
การรับประทานน้ำตาลในปริมาณมาก อาจส่งผลต่อกระบวนการอักเสบของร่างกาย และทำให้อาการฟื้นตัวช้าลง
• ชา กาแฟ และเครื่องดื่มคาเฟอีน
อาจทำให้คอแห้ง หรือกระตุ้นกรดไหลย้อนในบางคน จึงอาจทำให้อาการไอเป็นมากขึ้น
• อาหารรสจัด
ทั้งเผ็ดจัด เค็มจัด หรือเปรี้ยวจัด สามารถกระตุ้นการระคายเคืองของลำคอและทางเดินอาหารได้
ในช่วงที่มีอาการไอ ควรเลือกอาหารอุ่น ย่อยง่าย ดื่มน้ำให้เพียงพอ และพักผ่อนอย่างเหมาะสม จิบยาแก้ไอสูตรไม่มีน้ำตาล เพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น-ลดการระคายเคืองของลำคอ และช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากมีอาการไอต่อเนื่องนานเกิน 2–3 สัปดาห์ ไอร่วมกับหอบเหนื่อย เจ็บหน้าอก มีไข้ หรือมีเสมหะปนเลือด ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสม
ด้วยความปรารถนาดี จาก "สมุนไพรไทรทอง"